เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก
เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก
เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก
เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก
แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว
พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ
พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป
สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง
เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก
แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว
พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ
พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป
สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง

ขั้นที่ 1
ขั้นแรกก็ต้องเริ่มจากความเป็นเพื่อนมองเค้าหรือเธอคนนั้นแบบที่มองเพื่อนคนอื่นๆ การเริ่มจากความเป็นเพื่อน จะทำให้รู้จักซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีที่สุดจะได้รู้ว่าตัวตนของเค้าเป็นแบบที่เราชอบหรือไม่ เข้ากันได้หรือไม่ เพราะการเป็นตัวของตัวเองโดยที่ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้มีความรักที่ยืดยาวที่สุดด้วย
ขั้นที่ 2
นี้ก็ต้องดูเค้าหรือเธอคนนั้นในการเป็นเพื่อนกับคนอื่น เพราะการที่เราจะคบใครสักคนเค้าคนนั้น ก็น่าจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเป็น เพื่อนกับคนอื่นด้วยเพราะหากว่าเค้าหรือเธอ เป็นคนที่ไม่นิยมการมีเพื่อนหรือไม่รู้จักการเป็นเพื่อนที่ดีแล้วล่ะก็ อาจจะหมายถึงว่าเค้าไม่รู้จักการเป็นคู่รักที่ดีด้วยนะคะ
ขั้นที่ 3
ความรักที่ดีควรมีแค่ครั้งละคนเท่านั้นนะคะหลายคนอาจจะคิดว่ามีหลายๆ คนไว้เผื่อเลือกแล้วจะดี ไม่จริงเลยค่ะ การที่มีความรักแบบทีละหลายๆคนนั้นไม่เป็นผลดี เพราะเราจะไม่สามารถรู้จักเค้าหรือเธอคนนั้นได้อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งและมักจะเกิดปัญหาคือกังวลว่าอีกฝ่ายจะรู้แล้วจะเป็นฝ่ายสูญเสียทั้งหมดเอง
ขั้นที่ 4
ไตร่ตรองให้แน่ใจว่าเค้าหรือเธอคนนั้นคือคนที่เราต้องการใช้ชีวิตคู่ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยค่ะ กับการที่จะคบกับใครสักคนแต่ไม่ได้คิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน รวมถึงความรักที่เกิดจากความสงสารด้วย เพราะจะไม่ได้เป็นความรักที่แท้จริง อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังได้
ขั้นที่ 5
ต้องปล่อยให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปเองแบบค่อยเป็นค่อยไปตามเวลาที่ควรจะเป็น การช่วยให้รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายอีกทางหนึ่งด้วยต้องเอาใจใส่ และเข้าใจจิตใจต่อกันและกันด้วย ไม่ควรที่จะไปเร่ง ฝืนใจหรือกระตุ้น หากเค้าหรือเธอคนนั้นยังไม่พร้อมที่จะไปสู่ขั้นต่อไป
ขั้นที่ 6
ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามเวลาที่เหมาะสมคือให้อยู่ในวัยที่เหมาะสม และมั่นใจซึ่งกันและกันซะก่อน เพราะการที่ประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน นั่นหมายความว่าต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านความเป็นอยู่ของตัวเองและคนรอบข้าง
ขั้นที่ 7
ในขั้นสุดท้ายนี้นะคะ ก็ถือได้ว่าเป็นขั้นสำหรับเช็คตัวคุณเองอีกรอบนะคะ
รู้จักกันมากพอถึงตัวตนที่แท้จริงหรือยัง
อยู่ในวัยหรือเวลาที่สมควรหรือยัง
เป็นความต้องการและพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่
ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วยหรือไม่
เวลาเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ความรักครั้งนี้หรือไม่
มั่นใจที่จะเปิดเผยถึงความผูกพันระหว่างคุณกับเค้าให้ผู้อื่นได้รับรู้หรือยัง
ถ้าคุณมีคำตอบดีๆ ที่ไม่เข้าข้างตัวเองอยู่ในใจนั่นก็แสดงความคุณพร้อมที่จะมีความรักที่ดียืนยาว และมีความสุขแล้วล่ะคะ ขอให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นความรักของคุณก็แล้วกัน

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก
แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว
พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ
พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป
สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง

ขั้นที่ 1
ขั้นแรกก็ต้องเริ่มจากความเป็นเพื่อนมองเค้าหรือเธอคนนั้นแบบที่มองเพื่อนคนอื่นๆ การเริ่มจากความเป็นเพื่อน จะทำให้รู้จักซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีที่สุดจะได้รู้ว่าตัวตนของเค้าเป็นแบบที่เราชอบหรือไม่ เข้ากันได้หรือไม่ เพราะการเป็นตัวของตัวเองโดยที่ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้มีความรักที่ยืดยาวที่สุดด้วย
ขั้นที่ 2
นี้ก็ต้องดูเค้าหรือเธอคนนั้นในการเป็นเพื่อนกับคนอื่น เพราะการที่เราจะคบใครสักคนเค้าคนนั้น ก็น่าจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเป็น เพื่อนกับคนอื่นด้วยเพราะหากว่าเค้าหรือเธอ เป็นคนที่ไม่นิยมการมีเพื่อนหรือไม่รู้จักการเป็นเพื่อนที่ดีแล้วล่ะก็ อาจจะหมายถึงว่าเค้าไม่รู้จักการเป็นคู่รักที่ดีด้วยนะคะ
ขั้นที่ 3
ความรักที่ดีควรมีแค่ครั้งละคนเท่านั้นนะคะหลายคนอาจจะคิดว่ามีหลายๆ คนไว้เผื่อเลือกแล้วจะดี ไม่จริงเลยค่ะ การที่มีความรักแบบทีละหลายๆคนนั้นไม่เป็นผลดี เพราะเราจะไม่สามารถรู้จักเค้าหรือเธอคนนั้นได้อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งและมักจะเกิดปัญหาคือกังวลว่าอีกฝ่ายจะรู้แล้วจะเป็นฝ่ายสูญเสียทั้งหมดเอง
ขั้นที่ 4
ไตร่ตรองให้แน่ใจว่าเค้าหรือเธอคนนั้นคือคนที่เราต้องการใช้ชีวิตคู่ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยค่ะ กับการที่จะคบกับใครสักคนแต่ไม่ได้คิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน รวมถึงความรักที่เกิดจากความสงสารด้วย เพราะจะไม่ได้เป็นความรักที่แท้จริง อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังได้
ขั้นที่ 5
ต้องปล่อยให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปเองแบบค่อยเป็นค่อยไปตามเวลาที่ควรจะเป็น การช่วยให้รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายอีกทางหนึ่งด้วยต้องเอาใจใส่ และเข้าใจจิตใจต่อกันและกันด้วย ไม่ควรที่จะไปเร่ง ฝืนใจหรือกระตุ้น หากเค้าหรือเธอคนนั้นยังไม่พร้อมที่จะไปสู่ขั้นต่อไป
ขั้นที่ 6
ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามเวลาที่เหมาะสมคือให้อยู่ในวัยที่เหมาะสม และมั่นใจซึ่งกันและกันซะก่อน เพราะการที่ประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน นั่นหมายความว่าต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านความเป็นอยู่ของตัวเองและคนรอบข้าง
ขั้นที่ 7
ในขั้นสุดท้ายนี้นะคะ ก็ถือได้ว่าเป็นขั้นสำหรับเช็คตัวคุณเองอีกรอบนะคะ
รู้จักกันมากพอถึงตัวตนที่แท้จริงหรือยัง
อยู่ในวัยหรือเวลาที่สมควรหรือยัง
เป็นความต้องการและพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่
ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วยหรือไม่
เวลาเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ความรักครั้งนี้หรือไม่
มั่นใจที่จะเปิดเผยถึงความผูกพันระหว่างคุณกับเค้าให้ผู้อื่นได้รับรู้หรือยัง
ถ้าคุณมีคำตอบดีๆ ที่ไม่เข้าข้างตัวเองอยู่ในใจนั่นก็แสดงความคุณพร้อมที่จะมีความรักที่ดียืนยาว และมีความสุขแล้วล่ะคะ ขอให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นความรักของคุณก็แล้วกัน


