counter 937

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

     1. ไม่มีคำว่าต่ำต้อย และอย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด

     โปรดจำไว้ให้แม่นว่า แม้คุณจะไม่ได้ดิบดีวิเศษวิโสเท่าคนอื่นๆ แต่คุณก็มีอะไรดีๆ มากมายอยู่ในตัวเอง เพียงแต่รอเวลาที่จะเผยโฉมหน้าของมัน ให้ใครต่อใครชื่นชม อย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงที่สุด แม้ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์คุณในทางร้ายอย่างไรก็จงเฉยเสีย อย่าไปตอบโต้ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง
    

     2. กล้าที่จะเสี่ยง

     คุณควรที่จะลองเสี่ยงกับชีวิต โดยการออกไปเผชิญโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคยบ้าง หาประสบการณ์แปลกใหม่ สร้างสีสันให้กับชีวิต รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เปิดใจมองโลกให้กว้าง ยิ้มเข้าไว้ในทุกแห่งที่คุณย่างกรายไป
     รอยยิ้มเป็นประตูอย่างดีสำหรับมิตรภาพ

    

     3. อย่าทำตัวเป็นแม่พิกุลทอง

     เพราะคนที่จะดึงดูดใจคนอื่นนั้น โดยมากจะไม่ใช่คนที่วางเฉย หากเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี หาโอกาสคุยกับคนใกล้เคียงก่อน แล้วกระจายไปยังคนรอบข้าง ยิ่งคุณผูกมิตรกับคนทั่วไปมากขึ้นเท่าไหร่
     เสน่ห์ในตัวคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ที่ควรระวังคืออย่าพูดมากเกินไป จนคู่สนทนาเกิดความรำคาญ
    

     4. รอบรู้สนใจในทุกๆ เรื่อง

     ต้องพึงหาความรู้ใส่ตัวไว้ในทุกๆ เรื่อง เผื่อว่ามีคนถาม แล้วคุณจะได้แสดงภูมิปัญญาออกไปให้เขาฮือฮาเล่น แต่อย่าอวดตัวเองว่าแน่เหลือหลาย เพราะแทนที่จะเป็นผลดีกลับติดลบ แม้ว่าคุณเก่งจริงก็ตาม
     ไม่สังเกตหรือว่าคนที่เข้ากับใครๆ ได้ทุกคนคือคนที่รู้จักถ่อมตัว ถ้าเรื่องไหนที่คุณไม่รู้ก็จงบอกออกไปเรียบๆ ว่าไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ แล้วถามกลับอย่างสุภาพว่าเขาพอจะให้ความรู้แก่คุณบ้างได้ไหม
     อย่าดันทุรังตอบไปข้างๆ คูๆ เด็ดขาด

    

     5. ท่วงท่าให้ดูสง่างาม มั่นใจ สร้างความดูดีให้กับตัวเอง

     คุณอาจเคยเห็นคนที่มองรวมๆ แล้วดูดีมีเสน่ห์กว่าคนสวย แค่มีมันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่อง หน้าตาที่เข้าท่าให้ดูสง่า มั่นใจดูแลผิวพรรณให้สะอาดสะอ้าน แต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะกับโอกาสและสถานที่
     ผมเผ้าทำให้รับกับใบหน้า อย่าตามแฟชั่นจนเกินงาม เพราะอาจไม่เหมาะกับเราก็ได้ ยิ่งคุณดูแลตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ผลกระทบจากสายตาคนภายนอกก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตัวคุณเพิ่มมากขึ้น
    

     6. หมั่นชมผู้อื่นด้วยความจริงใจ

     อย่าสงวนคำพูดชมเชยคนอื่นไว้เพื่อตนเอง ถ้าคุณชื่นชมใครจงแสดงออกมาอย่างเปิดเผย เพราะในที่สุดคำชมนั้นจะหวนกลับมาหาคุณเอง เพราะเมื่อคุณเห็นความดีงามในตัวผู้อื่น เขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องชมเชยคุณเช่นกัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณด้วย อย่าไปคิดว่าการชมเชยผู้อื่นเป็นเรื่องไม่ดี ไม่จริงใจ
     เพราะนั่นก็เป็นการแสดงถึงการที่คุณก็เชื่อในความคิดของคุณเหมือนกัน จึงกล้าชมเชยเขาออกไป

    

     7. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

     การมองโลกด้วยสายตาคนอื่น เป็นคุณสมบัติที่น่ารักมากทีเดียว เพราะเมื่อคุณยืมสายตาของคนอื่นมาไตร่ตรองในการกระทำที่ทำลงไป ก็จะรู้ซึ้งว่าที่ทำไปน่ะถูกรึเปล่า บางครั้งเราอาจจะคิดว่าตัวเราที่เป็นอยู่น่ะ มันดีเลิศประเสริฐศรีหาใครเทียบเทียมแล้ว แต่ความจริงในสายตาของคนอื่นกลับกลายเป็นยายเฉิ่มเบ๊อะที่หลงตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมองตัวเองด้วยสายตาของผู้อื่น แล้วจะรู้ก้าวต่อไปที่จะเดินไปข้างหน้านั้น ไปขวางหูขวางตาชาวบ้านเขารึเปล่า หรือว่าเขากำลังมองดูเราอย่างชื่นชมกันแน่
    

     8. ลบล้างความทรงจำที่เลวร้าย

     ถ้าคุณมีความทรงจำที่ทำร้ายความรู้สึกมาก่อน จงลบล้างมันเสียให้หมด เพราะคุณอยู่กับวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี นึกเสียว่าเรากำลังเรียนรู้โลกทั้งสองด้าน มีทั้งดีและไม่ดี อย่าไปเก็บความทรงจำในอดีตมาคิดให้ขุ่นมัวเสียความมั่นใจไปเปล่าๆ

 

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

     1. ไม่มีคำว่าต่ำต้อย และอย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด

     โปรดจำไว้ให้แม่นว่า แม้คุณจะไม่ได้ดิบดีวิเศษวิโสเท่าคนอื่นๆ แต่คุณก็มีอะไรดีๆ มากมายอยู่ในตัวเอง เพียงแต่รอเวลาที่จะเผยโฉมหน้าของมัน ให้ใครต่อใครชื่นชม อย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงที่สุด แม้ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์คุณในทางร้ายอย่างไรก็จงเฉยเสีย อย่าไปตอบโต้ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง
    

     2. กล้าที่จะเสี่ยง

     คุณควรที่จะลองเสี่ยงกับชีวิต โดยการออกไปเผชิญโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคยบ้าง หาประสบการณ์แปลกใหม่ สร้างสีสันให้กับชีวิต รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เปิดใจมองโลกให้กว้าง ยิ้มเข้าไว้ในทุกแห่งที่คุณย่างกรายไป
     รอยยิ้มเป็นประตูอย่างดีสำหรับมิตรภาพ

    

     3. อย่าทำตัวเป็นแม่พิกุลทอง

     เพราะคนที่จะดึงดูดใจคนอื่นนั้น โดยมากจะไม่ใช่คนที่วางเฉย หากเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี หาโอกาสคุยกับคนใกล้เคียงก่อน แล้วกระจายไปยังคนรอบข้าง ยิ่งคุณผูกมิตรกับคนทั่วไปมากขึ้นเท่าไหร่
     เสน่ห์ในตัวคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ที่ควรระวังคืออย่าพูดมากเกินไป จนคู่สนทนาเกิดความรำคาญ
    

     4. รอบรู้สนใจในทุกๆ เรื่อง

     ต้องพึงหาความรู้ใส่ตัวไว้ในทุกๆ เรื่อง เผื่อว่ามีคนถาม แล้วคุณจะได้แสดงภูมิปัญญาออกไปให้เขาฮือฮาเล่น แต่อย่าอวดตัวเองว่าแน่เหลือหลาย เพราะแทนที่จะเป็นผลดีกลับติดลบ แม้ว่าคุณเก่งจริงก็ตาม
     ไม่สังเกตหรือว่าคนที่เข้ากับใครๆ ได้ทุกคนคือคนที่รู้จักถ่อมตัว ถ้าเรื่องไหนที่คุณไม่รู้ก็จงบอกออกไปเรียบๆ ว่าไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ แล้วถามกลับอย่างสุภาพว่าเขาพอจะให้ความรู้แก่คุณบ้างได้ไหม
     อย่าดันทุรังตอบไปข้างๆ คูๆ เด็ดขาด

    

     5. ท่วงท่าให้ดูสง่างาม มั่นใจ สร้างความดูดีให้กับตัวเอง

     คุณอาจเคยเห็นคนที่มองรวมๆ แล้วดูดีมีเสน่ห์กว่าคนสวย แค่มีมันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่อง หน้าตาที่เข้าท่าให้ดูสง่า มั่นใจดูแลผิวพรรณให้สะอาดสะอ้าน แต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะกับโอกาสและสถานที่
     ผมเผ้าทำให้รับกับใบหน้า อย่าตามแฟชั่นจนเกินงาม เพราะอาจไม่เหมาะกับเราก็ได้ ยิ่งคุณดูแลตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ผลกระทบจากสายตาคนภายนอกก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตัวคุณเพิ่มมากขึ้น
    

     6. หมั่นชมผู้อื่นด้วยความจริงใจ

     อย่าสงวนคำพูดชมเชยคนอื่นไว้เพื่อตนเอง ถ้าคุณชื่นชมใครจงแสดงออกมาอย่างเปิดเผย เพราะในที่สุดคำชมนั้นจะหวนกลับมาหาคุณเอง เพราะเมื่อคุณเห็นความดีงามในตัวผู้อื่น เขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องชมเชยคุณเช่นกัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณด้วย อย่าไปคิดว่าการชมเชยผู้อื่นเป็นเรื่องไม่ดี ไม่จริงใจ
     เพราะนั่นก็เป็นการแสดงถึงการที่คุณก็เชื่อในความคิดของคุณเหมือนกัน จึงกล้าชมเชยเขาออกไป

    

     7. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

     การมองโลกด้วยสายตาคนอื่น เป็นคุณสมบัติที่น่ารักมากทีเดียว เพราะเมื่อคุณยืมสายตาของคนอื่นมาไตร่ตรองในการกระทำที่ทำลงไป ก็จะรู้ซึ้งว่าที่ทำไปน่ะถูกรึเปล่า บางครั้งเราอาจจะคิดว่าตัวเราที่เป็นอยู่น่ะ มันดีเลิศประเสริฐศรีหาใครเทียบเทียมแล้ว แต่ความจริงในสายตาของคนอื่นกลับกลายเป็นยายเฉิ่มเบ๊อะที่หลงตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมองตัวเองด้วยสายตาของผู้อื่น แล้วจะรู้ก้าวต่อไปที่จะเดินไปข้างหน้านั้น ไปขวางหูขวางตาชาวบ้านเขารึเปล่า หรือว่าเขากำลังมองดูเราอย่างชื่นชมกันแน่
    

     8. ลบล้างความทรงจำที่เลวร้าย

     ถ้าคุณมีความทรงจำที่ทำร้ายความรู้สึกมาก่อน จงลบล้างมันเสียให้หมด เพราะคุณอยู่กับวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี นึกเสียว่าเรากำลังเรียนรู้โลกทั้งสองด้าน มีทั้งดีและไม่ดี อย่าไปเก็บความทรงจำในอดีตมาคิดให้ขุ่นมัวเสียความมั่นใจไปเปล่าๆ

 

เด็กน้อยกับตะปู

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปู
กับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใคร
ก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่
ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อย
รู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
 


 

 

 

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว


พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ





พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง

 

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

     1. ไม่มีคำว่าต่ำต้อย และอย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด

     โปรดจำไว้ให้แม่นว่า แม้คุณจะไม่ได้ดิบดีวิเศษวิโสเท่าคนอื่นๆ แต่คุณก็มีอะไรดีๆ มากมายอยู่ในตัวเอง เพียงแต่รอเวลาที่จะเผยโฉมหน้าของมัน ให้ใครต่อใครชื่นชม อย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงที่สุด แม้ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์คุณในทางร้ายอย่างไรก็จงเฉยเสีย อย่าไปตอบโต้ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง
    

     2. กล้าที่จะเสี่ยง

     คุณควรที่จะลองเสี่ยงกับชีวิต โดยการออกไปเผชิญโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคยบ้าง หาประสบการณ์แปลกใหม่ สร้างสีสันให้กับชีวิต รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เปิดใจมองโลกให้กว้าง ยิ้มเข้าไว้ในทุกแห่งที่คุณย่างกรายไป
     รอยยิ้มเป็นประตูอย่างดีสำหรับมิตรภาพ

    

     3. อย่าทำตัวเป็นแม่พิกุลทอง

     เพราะคนที่จะดึงดูดใจคนอื่นนั้น โดยมากจะไม่ใช่คนที่วางเฉย หากเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี หาโอกาสคุยกับคนใกล้เคียงก่อน แล้วกระจายไปยังคนรอบข้าง ยิ่งคุณผูกมิตรกับคนทั่วไปมากขึ้นเท่าไหร่
     เสน่ห์ในตัวคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ที่ควรระวังคืออย่าพูดมากเกินไป จนคู่สนทนาเกิดความรำคาญ
    

     4. รอบรู้สนใจในทุกๆ เรื่อง

     ต้องพึงหาความรู้ใส่ตัวไว้ในทุกๆ เรื่อง เผื่อว่ามีคนถาม แล้วคุณจะได้แสดงภูมิปัญญาออกไปให้เขาฮือฮาเล่น แต่อย่าอวดตัวเองว่าแน่เหลือหลาย เพราะแทนที่จะเป็นผลดีกลับติดลบ แม้ว่าคุณเก่งจริงก็ตาม
     ไม่สังเกตหรือว่าคนที่เข้ากับใครๆ ได้ทุกคนคือคนที่รู้จักถ่อมตัว ถ้าเรื่องไหนที่คุณไม่รู้ก็จงบอกออกไปเรียบๆ ว่าไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ แล้วถามกลับอย่างสุภาพว่าเขาพอจะให้ความรู้แก่คุณบ้างได้ไหม
     อย่าดันทุรังตอบไปข้างๆ คูๆ เด็ดขาด

    

     5. ท่วงท่าให้ดูสง่างาม มั่นใจ สร้างความดูดีให้กับตัวเอง

     คุณอาจเคยเห็นคนที่มองรวมๆ แล้วดูดีมีเสน่ห์กว่าคนสวย แค่มีมันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่อง หน้าตาที่เข้าท่าให้ดูสง่า มั่นใจดูแลผิวพรรณให้สะอาดสะอ้าน แต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะกับโอกาสและสถานที่
     ผมเผ้าทำให้รับกับใบหน้า อย่าตามแฟชั่นจนเกินงาม เพราะอาจไม่เหมาะกับเราก็ได้ ยิ่งคุณดูแลตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ผลกระทบจากสายตาคนภายนอกก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตัวคุณเพิ่มมากขึ้น
    

     6. หมั่นชมผู้อื่นด้วยความจริงใจ

     อย่าสงวนคำพูดชมเชยคนอื่นไว้เพื่อตนเอง ถ้าคุณชื่นชมใครจงแสดงออกมาอย่างเปิดเผย เพราะในที่สุดคำชมนั้นจะหวนกลับมาหาคุณเอง เพราะเมื่อคุณเห็นความดีงามในตัวผู้อื่น เขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องชมเชยคุณเช่นกัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณด้วย อย่าไปคิดว่าการชมเชยผู้อื่นเป็นเรื่องไม่ดี ไม่จริงใจ
     เพราะนั่นก็เป็นการแสดงถึงการที่คุณก็เชื่อในความคิดของคุณเหมือนกัน จึงกล้าชมเชยเขาออกไป

    

     7. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

     การมองโลกด้วยสายตาคนอื่น เป็นคุณสมบัติที่น่ารักมากทีเดียว เพราะเมื่อคุณยืมสายตาของคนอื่นมาไตร่ตรองในการกระทำที่ทำลงไป ก็จะรู้ซึ้งว่าที่ทำไปน่ะถูกรึเปล่า บางครั้งเราอาจจะคิดว่าตัวเราที่เป็นอยู่น่ะ มันดีเลิศประเสริฐศรีหาใครเทียบเทียมแล้ว แต่ความจริงในสายตาของคนอื่นกลับกลายเป็นยายเฉิ่มเบ๊อะที่หลงตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมองตัวเองด้วยสายตาของผู้อื่น แล้วจะรู้ก้าวต่อไปที่จะเดินไปข้างหน้านั้น ไปขวางหูขวางตาชาวบ้านเขารึเปล่า หรือว่าเขากำลังมองดูเราอย่างชื่นชมกันแน่
    

     8. ลบล้างความทรงจำที่เลวร้าย

     ถ้าคุณมีความทรงจำที่ทำร้ายความรู้สึกมาก่อน จงลบล้างมันเสียให้หมด เพราะคุณอยู่กับวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี นึกเสียว่าเรากำลังเรียนรู้โลกทั้งสองด้าน มีทั้งดีและไม่ดี อย่าไปเก็บความทรงจำในอดีตมาคิดให้ขุ่นมัวเสียความมั่นใจไปเปล่าๆ

 

เด็กน้อยกับตะปู

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปู
กับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใคร
ก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่
ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อย
รู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
 


 

 

 

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว


พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ





พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง

 

7 ขั้นบันไดรัก : ขั้นตอนการพัฒนาความสัมพันธ์

 

ขั้นที่ 1
ขั้นแรกก็ต้องเริ่มจากความเป็นเพื่อนมองเค้าหรือเธอคนนั้นแบบที่มองเพื่อนคนอื่นๆ การเริ่มจากความเป็นเพื่อน จะทำให้รู้จักซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีที่สุดจะได้รู้ว่าตัวตนของเค้าเป็นแบบที่เราชอบหรือไม่ เข้ากันได้หรือไม่ เพราะการเป็นตัวของตัวเองโดยที่ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้มีความรักที่ยืดยาวที่สุดด้วย

ขั้นที่ 2
นี้ก็ต้องดูเค้าหรือเธอคนนั้นในการเป็นเพื่อนกับคนอื่น เพราะการที่เราจะคบใครสักคนเค้าคนนั้น ก็น่าจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเป็น เพื่อนกับคนอื่นด้วยเพราะหากว่าเค้าหรือเธอ เป็นคนที่ไม่นิยมการมีเพื่อนหรือไม่รู้จักการเป็นเพื่อนที่ดีแล้วล่ะก็ อาจจะหมายถึงว่าเค้าไม่รู้จักการเป็นคู่รักที่ดีด้วยนะคะ

ขั้นที่ 3
ความรักที่ดีควรมีแค่ครั้งละคนเท่านั้นนะคะหลายคนอาจจะคิดว่ามีหลายๆ คนไว้เผื่อเลือกแล้วจะดี ไม่จริงเลยค่ะ การที่มีความรักแบบทีละหลายๆคนนั้นไม่เป็นผลดี เพราะเราจะไม่สามารถรู้จักเค้าหรือเธอคนนั้นได้อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งและมักจะเกิดปัญหาคือกังวลว่าอีกฝ่ายจะรู้แล้วจะเป็นฝ่ายสูญเสียทั้งหมดเอง

ขั้นที่ 4
ไตร่ตรองให้แน่ใจว่าเค้าหรือเธอคนนั้นคือคนที่เราต้องการใช้ชีวิตคู่ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยค่ะ กับการที่จะคบกับใครสักคนแต่ไม่ได้คิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน รวมถึงความรักที่เกิดจากความสงสารด้วย เพราะจะไม่ได้เป็นความรักที่แท้จริง อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังได้

ขั้นที่ 5
ต้องปล่อยให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปเองแบบค่อยเป็นค่อยไปตามเวลาที่ควรจะเป็น การช่วยให้รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายอีกทางหนึ่งด้วยต้องเอาใจใส่ และเข้าใจจิตใจต่อกันและกันด้วย ไม่ควรที่จะไปเร่ง ฝืนใจหรือกระตุ้น หากเค้าหรือเธอคนนั้นยังไม่พร้อมที่จะไปสู่ขั้นต่อไป

ขั้นที่ 6
ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามเวลาที่เหมาะสมคือให้อยู่ในวัยที่เหมาะสม และมั่นใจซึ่งกันและกันซะก่อน เพราะการที่ประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน นั่นหมายความว่าต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านความเป็นอยู่ของตัวเองและคนรอบข้าง

ขั้นที่ 7
ในขั้นสุดท้ายนี้นะคะ ก็ถือได้ว่าเป็นขั้นสำหรับเช็คตัวคุณเองอีกรอบนะคะ


รู้จักกันมากพอถึงตัวตนที่แท้จริงหรือยัง
อยู่ในวัยหรือเวลาที่สมควรหรือยัง
เป็นความต้องการและพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่
ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วยหรือไม่
เวลาเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ความรักครั้งนี้หรือไม่
มั่นใจที่จะเปิดเผยถึงความผูกพันระหว่างคุณกับเค้าให้ผู้อื่นได้รับรู้หรือยัง

ถ้าคุณมีคำตอบดีๆ ที่ไม่เข้าข้างตัวเองอยู่ในใจนั่นก็แสดงความคุณพร้อมที่จะมีความรักที่ดียืนยาว และมีความสุขแล้วล่ะคะ ขอให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นความรักของคุณก็แล้วกัน

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

เรื่องที่ควรรู้ก่อนจะเริ่มมีรัก

     1. ไม่มีคำว่าต่ำต้อย และอย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด

     โปรดจำไว้ให้แม่นว่า แม้คุณจะไม่ได้ดิบดีวิเศษวิโสเท่าคนอื่นๆ แต่คุณก็มีอะไรดีๆ มากมายอยู่ในตัวเอง เพียงแต่รอเวลาที่จะเผยโฉมหน้าของมัน ให้ใครต่อใครชื่นชม อย่าดูถูกตัวเองเด็ดขาด เพราะจะเป็นการบั่นทอนความเชื่อมั่นอย่างร้ายแรงที่สุด แม้ว่าใครจะวิพากษ์วิจารณ์คุณในทางร้ายอย่างไรก็จงเฉยเสีย อย่าไปตอบโต้ เพราะไม่มีใครหรอกที่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าตัวเอง
    

     2. กล้าที่จะเสี่ยง

     คุณควรที่จะลองเสี่ยงกับชีวิต โดยการออกไปเผชิญโลกภายนอกที่ไม่คุ้นเคยบ้าง หาประสบการณ์แปลกใหม่ สร้างสีสันให้กับชีวิต รู้จักเพื่อนใหม่ๆ เปิดใจมองโลกให้กว้าง ยิ้มเข้าไว้ในทุกแห่งที่คุณย่างกรายไป
     รอยยิ้มเป็นประตูอย่างดีสำหรับมิตรภาพ

    

     3. อย่าทำตัวเป็นแม่พิกุลทอง

     เพราะคนที่จะดึงดูดใจคนอื่นนั้น โดยมากจะไม่ใช่คนที่วางเฉย หากเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี หาโอกาสคุยกับคนใกล้เคียงก่อน แล้วกระจายไปยังคนรอบข้าง ยิ่งคุณผูกมิตรกับคนทั่วไปมากขึ้นเท่าไหร่
     เสน่ห์ในตัวคุณก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น แต่ที่ควรระวังคืออย่าพูดมากเกินไป จนคู่สนทนาเกิดความรำคาญ
    

     4. รอบรู้สนใจในทุกๆ เรื่อง

     ต้องพึงหาความรู้ใส่ตัวไว้ในทุกๆ เรื่อง เผื่อว่ามีคนถาม แล้วคุณจะได้แสดงภูมิปัญญาออกไปให้เขาฮือฮาเล่น แต่อย่าอวดตัวเองว่าแน่เหลือหลาย เพราะแทนที่จะเป็นผลดีกลับติดลบ แม้ว่าคุณเก่งจริงก็ตาม
     ไม่สังเกตหรือว่าคนที่เข้ากับใครๆ ได้ทุกคนคือคนที่รู้จักถ่อมตัว ถ้าเรื่องไหนที่คุณไม่รู้ก็จงบอกออกไปเรียบๆ ว่าไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ แล้วถามกลับอย่างสุภาพว่าเขาพอจะให้ความรู้แก่คุณบ้างได้ไหม
     อย่าดันทุรังตอบไปข้างๆ คูๆ เด็ดขาด

    

     5. ท่วงท่าให้ดูสง่างาม มั่นใจ สร้างความดูดีให้กับตัวเอง

     คุณอาจเคยเห็นคนที่มองรวมๆ แล้วดูดีมีเสน่ห์กว่าคนสวย แค่มีมันสมองที่ฉลาดปราดเปรื่อง หน้าตาที่เข้าท่าให้ดูสง่า มั่นใจดูแลผิวพรรณให้สะอาดสะอ้าน แต่งเนื้อแต่งตัวให้เหมาะกับโอกาสและสถานที่
     ผมเผ้าทำให้รับกับใบหน้า อย่าตามแฟชั่นจนเกินงาม เพราะอาจไม่เหมาะกับเราก็ได้ ยิ่งคุณดูแลตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ผลกระทบจากสายตาคนภายนอกก็จะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตัวคุณเพิ่มมากขึ้น
    

     6. หมั่นชมผู้อื่นด้วยความจริงใจ

     อย่าสงวนคำพูดชมเชยคนอื่นไว้เพื่อตนเอง ถ้าคุณชื่นชมใครจงแสดงออกมาอย่างเปิดเผย เพราะในที่สุดคำชมนั้นจะหวนกลับมาหาคุณเอง เพราะเมื่อคุณเห็นความดีงามในตัวผู้อื่น เขาก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องชมเชยคุณเช่นกัน เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณด้วย อย่าไปคิดว่าการชมเชยผู้อื่นเป็นเรื่องไม่ดี ไม่จริงใจ
     เพราะนั่นก็เป็นการแสดงถึงการที่คุณก็เชื่อในความคิดของคุณเหมือนกัน จึงกล้าชมเชยเขาออกไป

    

     7. เอาใจเขามาใส่ใจเรา

     การมองโลกด้วยสายตาคนอื่น เป็นคุณสมบัติที่น่ารักมากทีเดียว เพราะเมื่อคุณยืมสายตาของคนอื่นมาไตร่ตรองในการกระทำที่ทำลงไป ก็จะรู้ซึ้งว่าที่ทำไปน่ะถูกรึเปล่า บางครั้งเราอาจจะคิดว่าตัวเราที่เป็นอยู่น่ะ มันดีเลิศประเสริฐศรีหาใครเทียบเทียมแล้ว แต่ความจริงในสายตาของคนอื่นกลับกลายเป็นยายเฉิ่มเบ๊อะที่หลงตัวเองอย่างไม่ลืมหูลืมตา ลองมองตัวเองด้วยสายตาของผู้อื่น แล้วจะรู้ก้าวต่อไปที่จะเดินไปข้างหน้านั้น ไปขวางหูขวางตาชาวบ้านเขารึเปล่า หรือว่าเขากำลังมองดูเราอย่างชื่นชมกันแน่
    

     8. ลบล้างความทรงจำที่เลวร้าย

     ถ้าคุณมีความทรงจำที่ทำร้ายความรู้สึกมาก่อน จงลบล้างมันเสียให้หมด เพราะคุณอยู่กับวันนี้และพรุ่งนี้เท่านั้น เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี นึกเสียว่าเรากำลังเรียนรู้โลกทั้งสองด้าน มีทั้งดีและไม่ดี อย่าไปเก็บความทรงจำในอดีตมาคิดให้ขุ่นมัวเสียความมั่นใจไปเปล่าๆ

 

เด็กน้อยกับตะปู

มีเด็กน้อยคนหนึ่งอารมณ์ไม่ค่อยจะดีพ่อของเขาจึงให้ตะปู
กับเขา 1 ถุงและบอกเขาว่า ทุกครั้งที่ลูกรู้สึกไม่ดี โมโห หรือโกรธใคร
ก็ตาม ให้ตอกตะปู 1 ตัวลงไปที่รั้วหลังบ้านก็แล้วกัน วันแรกผ่านไป
เด็กน้อยตอกตะปูเข้าไปที่รั้วถึง 37 ตัว วันที่ 2 และ วันที่ 3 และแต่
ละวันที่ผ่านไป ผ่านไปจำนวนตะปูก็ค่อยๆลดลง ลดลงๆ เพราะเด็กน้อย
รู้สึกว่า การรู้จักควบคุมตัวเองให้สงบ ง่ายกว่าการตอกตะปูตั้งเยอะ
 


 

 

 

แล้ววันหนึ่ง หลังจากที่เขาสามารถ ควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น
ใจเย็นมากขึ้น เขาเดินไปหาพ่อเพื่อบอกว่า เขาคิดว่าเขาไม่จำเป็นที่
ต้องตอกตะปูอีกแล้ว เพราะเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว เขาสามารถควบคุม
ตัวเองได้ดีขึ้น ไม่มุทะลุเหมือนแต่ก่อนแล้ว


พ่อยิ้มแล้วบอกลูกชายว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ลองพิสูจน์
ให้พ่อดู ทุกๆครั้งที่ลูกสามารถควบคุมอารมณ์ฉุนเฉียวของตัวเองได้
ให้ถอนตะปูออกจากรั้วหลังบ้านที่ละ 1 ตัว วันแล้ววันเล่า เด็กชาย
ก็ค่อยๆถอนตะปูออกทีละตัว ๆ จนในที่สุด วันหนึ่งตะปูทั้งหมดก็ถูก
ถอนออกเด็กชายดีใจมากรีบวิ่งไปบอกพ่อของเขาว่า ผมทำได้แล้วครับ
ในที่สุดผมก็ทำได้สำเร็จ





พ่อไม่ได้พูดว่าอะไร แต่จูงมือลูกของเขาไปที่รั้วนั้น แล้วบอก
ลูกทำได้ดีมากทีนี้ลองมองกลับไปที่รั้วสิ เห็นมั๊ยว่ารั้วมันไม่เหมือนเดิม
มันไม่เหมือนกับที่มันเคยเป็นก่อนหน้านี้ ลูกจำไว้นะ ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำ
อะไรลงไปด้วยการใช้อารมณ์ สิ่งนั้นมักจะเกิดรอยแผล เหมือนกับการ
เอามีดไปกรีดหรือแทงใครเข้า ต่อให้ใช้คำว่า..ขอโทษ..สักกี่หน
ก็ไม่อาจจะลบรอยแผลหรือความเจ็บปวดที่เกิดกับเขาคนนั้นได้ ลูกจงจำ
คำว่า ..ขอโทษ..ไว้เสมอนะ ไม่ว่าเขาจะยกโทษให้เรา หรือ ไม่ก็ตามนะ
จำไว้อีกด้วยว่า สิ่งที่มันเกิดขึ้น รอยร้าวที่เกิดขึ้นกับเขา
เขาอาจจะไม่มีวันลืมมันได้......ตลอดไป

สิ่งที่สำคัญคือ รู้ทันความโกรธให้เร็วที่สุด ทันทีที่สติรู้ทันว่า
เราปล่อยให้ความโกรธครอบงำ อย่างน้อยมันจะหยุดเพ่งโทษคนอื่น
วางความยึดมั่นว่าเราถูกลงเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขสถานการณ์
ดีกว่าปล่อยให้ความยึดว่า ตัวเองถูกเสมอ หรือฐิทิมานะมาทำลาย
ทุกอย่างรวมทั้งชีวิตตัวเราเอง

 

7 ขั้นบันไดรัก : ขั้นตอนการพัฒนาความสัมพันธ์

 

ขั้นที่ 1
ขั้นแรกก็ต้องเริ่มจากความเป็นเพื่อนมองเค้าหรือเธอคนนั้นแบบที่มองเพื่อนคนอื่นๆ การเริ่มจากความเป็นเพื่อน จะทำให้รู้จักซึ่งกันและกันได้เป็นอย่างดีที่สุดจะได้รู้ว่าตัวตนของเค้าเป็นแบบที่เราชอบหรือไม่ เข้ากันได้หรือไม่ เพราะการเป็นตัวของตัวเองโดยที่ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงใดๆจะทำให้มีความรักที่ยืดยาวที่สุดด้วย

ขั้นที่ 2
นี้ก็ต้องดูเค้าหรือเธอคนนั้นในการเป็นเพื่อนกับคนอื่น เพราะการที่เราจะคบใครสักคนเค้าคนนั้น ก็น่าจะต้องเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในการเป็น เพื่อนกับคนอื่นด้วยเพราะหากว่าเค้าหรือเธอ เป็นคนที่ไม่นิยมการมีเพื่อนหรือไม่รู้จักการเป็นเพื่อนที่ดีแล้วล่ะก็ อาจจะหมายถึงว่าเค้าไม่รู้จักการเป็นคู่รักที่ดีด้วยนะคะ

ขั้นที่ 3
ความรักที่ดีควรมีแค่ครั้งละคนเท่านั้นนะคะหลายคนอาจจะคิดว่ามีหลายๆ คนไว้เผื่อเลือกแล้วจะดี ไม่จริงเลยค่ะ การที่มีความรักแบบทีละหลายๆคนนั้นไม่เป็นผลดี เพราะเราจะไม่สามารถรู้จักเค้าหรือเธอคนนั้นได้อย่างถ่องแท้ ลึกซึ้งและมักจะเกิดปัญหาคือกังวลว่าอีกฝ่ายจะรู้แล้วจะเป็นฝ่ายสูญเสียทั้งหมดเอง

ขั้นที่ 4
ไตร่ตรองให้แน่ใจว่าเค้าหรือเธอคนนั้นคือคนที่เราต้องการใช้ชีวิตคู่ด้วย เพราะไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีเลยค่ะ กับการที่จะคบกับใครสักคนแต่ไม่ได้คิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกัน รวมถึงความรักที่เกิดจากความสงสารด้วย เพราะจะไม่ได้เป็นความรักที่แท้จริง อาจก่อให้เกิดปัญหาในภายหลังได้

ขั้นที่ 5
ต้องปล่อยให้ความสัมพันธ์พัฒนาไปเองแบบค่อยเป็นค่อยไปตามเวลาที่ควรจะเป็น การช่วยให้รู้จักตัวตนของอีกฝ่ายอีกทางหนึ่งด้วยต้องเอาใจใส่ และเข้าใจจิตใจต่อกันและกันด้วย ไม่ควรที่จะไปเร่ง ฝืนใจหรือกระตุ้น หากเค้าหรือเธอคนนั้นยังไม่พร้อมที่จะไปสู่ขั้นต่อไป

ขั้นที่ 6
ทุกอย่างต้องดำเนินไปตามเวลาที่เหมาะสมคือให้อยู่ในวัยที่เหมาะสม และมั่นใจซึ่งกันและกันซะก่อน เพราะการที่ประกาศตัวว่าเป็นเจ้าของซึ่งกันและกัน นั่นหมายความว่าต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งในด้านความเป็นอยู่ของตัวเองและคนรอบข้าง

ขั้นที่ 7
ในขั้นสุดท้ายนี้นะคะ ก็ถือได้ว่าเป็นขั้นสำหรับเช็คตัวคุณเองอีกรอบนะคะ


รู้จักกันมากพอถึงตัวตนที่แท้จริงหรือยัง
อยู่ในวัยหรือเวลาที่สมควรหรือยัง
เป็นความต้องการและพร้อมใจกันทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่
ผู้ใหญ่ของทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วยหรือไม่
เวลาเป็นเครื่องช่วยพิสูจน์ความรักครั้งนี้หรือไม่
มั่นใจที่จะเปิดเผยถึงความผูกพันระหว่างคุณกับเค้าให้ผู้อื่นได้รับรู้หรือยัง

ถ้าคุณมีคำตอบดีๆ ที่ไม่เข้าข้างตัวเองอยู่ในใจนั่นก็แสดงความคุณพร้อมที่จะมีความรักที่ดียืนยาว และมีความสุขแล้วล่ะคะ ขอให้เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการเริ่มต้นความรักของคุณก็แล้วกัน

Welcome to Bee

Generate Your Own Glitter Graphics @ GlitterYourWay.com - Image hosted by ImageShack.us

แค่ผู้หญิงธรรมดา... โกรธได้... ยิ้มได้... ร้องไห้เป็น...
บีป่วยเป็นโรคเอส แอล อี (SLE) ย่อมาจากคำว่า Systemic lupus erythematosus บางคนอาจรู้จักในคำว่า โรคลูปัส เป็นโรคในกลุ่ม ออโตอิมมูน (autoimmune disease) โรคหนึ่ง โรคออโตอิมมูน คือโรคที่มีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ที่โดยปกติทำหน้าที่ต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามาในร่างกาย ผ่านกลไกของเม็ดเลือดขาว, แอนติบอดี, การอักเสบ เป็นต้น แต่สิ่งที่ผิดปกติคือ ร่างกายกลับให้ระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านเนื้อเยื่อและเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายตนเองในระบบอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งต่างจากคำว่า "โรคภูมิแพ้" (Allergy, atopy) ซึ่งหมายถึง ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มีการตอบสนองต่อสิ่งแปลกปลอม ไวเกินกว่าปกติ เป็นผลให้เกิดการอักเสบขึ้น เช่น แพ้อากาศ, หอบหืด เป็นต้น แต่ไม่มีการต่อต้านเนื้อเยื่อหรือเซลล์ของตนเอง ทำอย่างไร ถ้าเราเป็น เอส แอล อี แม้ว่าในปัจจุบัน จะยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง ของโรค เอส แอล อี แต่ความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ผู้ป่วย เอส แอล อี สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ เช่นเดียวกับคนทั่วไป โดยมีสุขภาพร่างกาย แข็งแรงเหมือนปกติ ยาที่นำมาใช้ในการรักษา เอส แอล อี ที่สำคัญมี 2 ชนิดได้แก่ ยาสเตอรอยด์ เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย มิให้ทำการต่อต้านเนื้อเยื่อต่าง ๆ และลดการอักเสบอันเป็นผลจากระบบภูมิคุ้มกันได้ ยานี้สามารถทำให้โรค เอส แอล อี สงบได้อย่างรวดเร็ว และได้ผลดี แต่ข้อเสียคือ ผลข้างเคียงมหาศาล ได้แก่ อ้วนขึ้น, หน้ากลม, ผิวหนังบางและแตกง่าย, กระดูกผุ, กระเพาะอาหารอักเสบและแผลในกระเพาะอาหาร, เบาหวาน, เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่าง ๆ ได้ง่าย ยานี้จึงใช้ในระยะสั้น ๆ เพื่อควบคุมโรคให้เข้าสู่ภาวะสงบและลดขนาดยาให้เหลือน้อยที่สุด เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ยาอีกประเภทหนึ่ง ได้แก่ ยาที่ออกฤทธิ์ช้า แต่มีฤทธิ์ควบคุมและเปลี่ยนแปลงการดำเนินโรคได้ (Disease Modifying Antirheumatic Drugs - DMARD) มีคุณสมบัติทำให้โรคเข้าสู่ภาวะสงบได้ ยาออกฤทธิ์ช้า แต่ออกฤทธิ์ได้นาน ยามีผลข้างเคียงน้อยกว่า และไม่รุนแรงเท่า สามารถใช้ยาได้เป็นเวลานาน โดยเสี่ยงต่อผลข้างเคียงที่น้อยกว่ามาก เมื่อเทียบกับ สเตอรอยด์ ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ คลอโรควิน, ฮัยดรอกซี่คลอโรควิน, อนุพันธ์ของทอง, ยา methotrexate เป็นต้น ส่วนสำคัญอีกอย่างที่ไม่แพ้การใช้ยา ได้แก่ การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย ซึ่งมีความจำเป็น เพราะโรคนี้เป็นเรื้อรัง และยังไม่มียาที่ใช้รักษาได้หายขาดจริง ๆ การรักษาต่อเนื่อง และติดตามการรักษาสม่ำเสมอ จึงมีความสำคัญยิ่งยวด ต่อผลการรักษาและการดำเนินโรค

Myspace Comments, Glitter Graphics at GlitterYourWay.com


beeinthebox